<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[วัดสำคัญของจังหวัด]]></title>
<link>https://stn.onab.go.th/th/content/category/index/id/110</link>
<atom:link href="https://stn.onab.go.th/th/content/category/index/id/110" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[วัดโพธิ์เจริญธรรม]]></title>
<link>https://stn.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/124371</link>
<guid isPermaLink="false">f008583ddadf831919ad64d914c0b3d6</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p dir="ltr"><u><strong><span style="font-size:26px;">ประวัติวัด (โดยสังเขป)</span></strong></u><br />
<strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;</strong>วัดโพธิ์เจริญธรรม ตั้งวัดเมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๒ ตั้งอยู่ที่บ้านลุ่มบอน หมู่ที่ ๗ ตำบลควนโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดสตูล สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๑๘ ไร่ ๑ งาน ๒๖.๗ ตารางวา เดิมเป็นที่พักสงฆ์ลุ่มบอน ตามชื่อหมู่บ้านที่นี้ พระครูนิเทศธรรมวิจิตร ในตอนนั้นนามเดิม พระบุญเริญ มหาปุญโญ ได้เดินธุดงค์มาปรักกรดที่นี้ แล้วได้ทำความเพียร ปฏิบัติธรรม เห็นนิมิตเกิดขึ้นว่าที่นี้เคยเป็นที่อยู่ของท่านมาก่อนในอดีตชาติ จึงดำรงที่จะเป็นวัดขึ้นมาหลังจากนั้น ก็ได้พัฒนาสถานะที่ต่างๆจนมาถึง ณ ปัจจุบันนี้ วัดโพธิ์เจริญธรรมได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ เขตวิสุงคามสีมากว้าง ๒๕ เมตร ยาว ๓๐ เมตร โดยปัจจุบันเจ้าอาวาส คือ พระครูนิเทศธรรมวิจิตร (มหาปุญโญ)</p>

<p dir="ltr"><strong><span style="font-size:26px;"><u>ข้อมูลวัด</u></span><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;ตั้งอยู่ที่บ้าน : </strong>ลุ่มบอน เลขที่ ๓๐๑ หมู่ ๗ ตำบลควนโพธิ์ อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล<br />
<strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;โทรศัพท์ : </strong>๐๘ - ๘๗๘๕ - ๓๙๑๕<br />
<strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สังกัดคณะสงฆ์ : </strong> มหานิกาย<br />
<strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ที่ดินที่ตั้งวัด :</strong> มีเนื้อที่ ๑๘ ไร่ ๑ งาน ๒๖.๗ ตารางวา<br />
<strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;อาณาเขตวัด</strong><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทิศเหนือ ติดต่อกับทางหลวงชนบท (สายบ้านควนโพธิ์ - บ้านบันนังปุเลา)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทิศใต้ ติดต่อกับน.ส.๓ ก เลขที่ ๙๐๙<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทิศตะวันออก ติดต่อกับน.ส.๓ ก เลขที่ ๙๐๖<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทิศตะวันตก ติดต่อกับน.ส.๓ ก เลขที่ ๙๑๐</p>
]]></description>
<enclosure url='https://stn.onab.go.th/th/file/get/file/20260430c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b092911.jpg' type='image/jpg' length='447958' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดชนาธิปเฉลิม พระอารามหลวง]]></title>
<link>https://stn.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/124376</link>
<guid isPermaLink="false">0977ca17b75e002243ddd3254fc4ec1c</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p dir="ltr"><u><strong><span style="font-size:26px;">ประวัติวัด</span></strong></u><br />
<strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;</strong>วัดชนาธิปเฉลิม เดิมชื่อวัดมำบัง ตั้งชื่อตามชื่อหมู่บ้านมำบัง ซึ่งในอดีตหมู่บ้านแห่งนี้เป็นชุมชนขนาดเล็ก ตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มริมคลองมำบัง จึงมีชื่อเรียกชุมชนว่า บ้านมำบัง ตามชื่อลำน้ำละแวกบ้านมำบังในอดีต ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยผู้นับถือศาสนาอิสลาม รองลงมาเป็นชาวจีน แต่ก็มีชาวไทยพุทธที่อพยพมาจากต่างเมืองมาตั้งบ้านเรือนปะปนอยู่เป็นชุมชนเล็กๆ สันนิษฐานว่าชาวไทยพุทธกับชาวจีนที่เข้ามาตั้งรกรากอยู่ในหมู่บ้านมำบังร่วมกันสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นมาเพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนามาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๒๕ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้ริเริ่มสร้าง จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๔๙ เป็นต้นมา ข้อมูลเกี่ยวกับวัดมำบังเด่นชัดขึ้น เมื่อปรากฏนามเจ้าอาวาสที่ได้รับแต่งตั้งองค์แรกคือพระอธิการชู (พ.ศ. ๒๔๔๙ &ndash; ๒๔๖๐)</p>

<p dir="ltr">&nbsp; &nbsp; &nbsp;ในสภาพที่ชุมชนเมืองสตูลยุคก่อนมีชาวไทยพุทธอยู่เป็นส่วนน้อย&nbsp;ศาสนสถานจึงมีขนาดเล็ก&nbsp;ลักษณะเป็นเพียงที่พักสงฆ์เสียเป็นส่วนใหญ่&nbsp;ดังนั้นในยุคแรกจึงไม่มีหลักฐานที่แน่นอนว่าเป็นวัด&nbsp;ส่วนผู้ปกครองสงฆ์ก็ยังไม่มีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ&nbsp;ต่อมาที่พักสงฆ์ต่าง ๆ ได้มีการพัฒนาเจริญขึ้น มีลักษณะเป็นวัดที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งมีอยู่ในหลายที่ของจังหวัดสตูล เช่น ที่พักสงฆ์บ้านจีนปัจจุบันคือวัดดุลยาราม ตำบลฉลุง อำเภอเมืองสตูล ที่พักสงฆ์ละงู ปัจจุบันคือวัดอาทรรังสฤษฎิ์ อำเภอละงู ที่พักสงฆ์สุไหงอุเป ปัจจุบันคือวัดชมพูนิมิต อำเภอทุ่งหว้า&nbsp;เป็นต้น&nbsp;แต่ที่สร้างขึ้นเป็นแห่งแรกและดูเป็นปึกแผ่นมั่นคงที่สุดในยุคเดียวกัน&nbsp;คือวัดมำบัง&nbsp;ดังนั้นวัดมำบังจึงถือว่าเป็นวัดแห่งแรกของจังหวัดสตูล</p>

<p dir="ltr">&nbsp; &nbsp; &nbsp;สถานที่ตั้งของวัดมำบังในอดีตแวดล้อมด้วยป่าละเมาะและป่าชายเลน&nbsp;ด้านทิศเหนือและหลังวัดจดคลองมำบังมีดงจากขึ้นหนาแน่น&nbsp;ช่วงน้ำขึ้นน้ำจะท่วมถึงบริเวณวัด&nbsp;จากสภาพที่บริเวณวัดส่วนใหญ่มีน้ำท่วมอยู่เป็นประจำ&nbsp;พื้นที่ที่ทำการพัฒนาได้ในยุคนั้นคงอยู่เฉพาะส่วนหน้าเท่านั้น&nbsp;แต่ก็สามารถสร้างเสนาสนะที่จำเป็น&nbsp;เช่น กุฏิหอฉัน&nbsp;ศาลาบำเพ็ญบุญเพียงพอที่จะใช้สอยกับจำนวนพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนที่มีอยู่</p>

<p dir="ltr">&nbsp; &nbsp; &nbsp;ถึงช่วง พ.ศ. ๒๔๗๓ ซึ่งเมืองสตูลขณะนั้นขึ้นต่อมณฑลนครศรีธรรมราช (พ.ศ. ๒๔๖๘ &ndash; ๒๔๗๕) มีอำมาตย์เอก พระยาสมันตรัฐบุรินทร์ (ตุ๋ย บินอับดุลลาห์) เป็นผู้ว่าราชการเมืองสตูล ได้เร่งรัดพัฒนาเมืองสตูลให้เจริญรุดหน้า ทั้งด้านการปกครอง การศึกษา การส่งเสริมอาชีพ และรายได้ของประชาชน ในส่วนของวัดมำบังก็เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแห่งการพัฒนาวัดให้เจริญรุ่งเรืองเช่นกันด้วย ขณะนั้นมีพระอธิการชุ่ม ครองตำแหน่งเจ้าอาวาส รูปที่ ๓ (พ.ศ. ๒๔๗๐ &ndash; ๒๔๗๓) ต่อมาพระอธิการชุ่มได้ย้ายไปจำพรรษายังวัดหน้าพระลาน จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นเหตุให้พระธรรมวโรดม วัดราชาธิวาส กรุงเทพมหานคร ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าคณะมณฑลนครศรีธรรมราช และมณฑลภูเก็ต มีคำสั่งให้พระภิกษุแสง และพระภิกษุเปรื่อง จากจังหวัดสงขลามาจำพรรษาที่วัดมำบัง เพื่อสานต่อภารกิจของวัด พระภิกษุแสงได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส (พ.ศ. ๒๔๗๓ &ndash; ๒๔๗๔) ส่วนพระภิกษุเปรื่องเป็นรองเจ้าอาวาส</p>

<p dir="ltr">&nbsp; &nbsp; &nbsp;พระภิกษุทั้งสองรูปได้เริ่มฟื้นฟูพัฒนาวัด ตามความตั้งใจแต่แรกเริ่มที่เดินทางมาเพื่อบุกเบิกนำพระพุทธศาสนาให้ประดิษฐานมั่นคงในแผ่นดินเมืองสตูล ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะพระภิกษุเปรื่องได้นำความรู้และประสบการณ์ที่เคยศึกษาด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาจากวัดประยุรวงศาวาส ฝั่งธนบุรี ซึ่งท่านได้อยู่จำพรรษามาก่อน พระภิกษุเปรื่องมีชื่อเสียงด้านการสอนและพระนักเทศน์ที่มีชื่อเสียง มีความรู้ความสามารถ ท่านได้นำความรู้มาใช้ในการพัฒนาวัดมำบัง นับเป็นก้าวแรกของการพัฒนาวัดตามแนวคิดสมัยใหม่ ผลงานแรกหลังจากพระภิกษุทั้งสองรูปเข้ามาบริหารวัดมำบัง คือการขอพระราชทานวิสุงคามสีมา เพื่อให้กุลบุตรในพื้นที่สามารถอุปสมบทได้ โดยวัดมำบังได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๓ ก่อนหน้าที่วัดมำบังจะได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมานั้น ไม่เคยมีการอุปสมบทในเขตเมืองสตูลมาก่อน เนื่องจากไม่มีวัดใดในจังหวัดสตูลมีวิสุงคามสีมา ชาวจีนซึ่งนับถือพุทธศาสนามหายานก็ไม่คุ้นเคยประเพณีการบวชแบบไทย ส่วนชาวไทยเมื่อประสงค์จะอุปสมบทก็มักจะเดินทางไปอุปสมบทที่จังหวัดสงขลา ส่วนพระภิกษุที่มีอยู่ในเมืองสตูล ล้วนอุปสมบทมาแล้วและเดินทางมาจากสงขลา พัทลุง นครศรีธรรมราช เป็นต้น ดังนั้นเมื่อวัดมำบังได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาแล้วทางวัดได้สร้างความศรัทธาเลื่อมใสชักจูงกุลบุตรในชุมชนให้มาอุปสมบท โดยนิมนต์พระอุปัชฌาย์จากจังหวัดสงขลามาทำการอุปสมบทให้ ต่อมาเมื่อมีชาวพุทธจากจังหวัดสงขลา พัทลุง และนครศรีธรรมราช ย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในเมืองสตูลมากขึ้น การจัดพิธีอุปสมบทก็มีมากขึ้นเป็นลำดับ</p>

<p dir="ltr">&nbsp; &nbsp; &nbsp;พ.ศ. ๒๔๗๔ พระอธิการแสง ต้องเดินทางกลับไปดูแลวัดในภูมิลำเนาเดิม ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช พระภิกษุเปรื่อง รองเจ้าอาวาสจึงได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสรูปที่ ๕ ของวัดมำบัง (พ.ศ. ๒๔๗๔ &ndash; ๒๕๐๓) และในปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๙ พระอธิการเปรื่องก็ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ นับเป็นพระอุปัชฌาย์รูปแรกของเมืองสตูล เป็นผลให้วงการพระพุทธศาสนาในเมืองสตูลเข้าสู่ยุคเริ่มต้นของความเจริญรุ่งเรือง</p>

<p dir="ltr">&nbsp; &nbsp; &nbsp;พระอธิการเปรื่อง ฐิตาโภ ดำเนินงานพัฒนาวัดมำบังให้เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของเมืองสตูล กำหนดแนวทางพัฒนาเสนาสนะ ส่งเสริมให้มีกิจกรรมเพื่อการเผยแผ่พุทธศาสนา การศึกษาพระปริยัติธรรม จนพุทธศาสนาเมืองสตูลเริ่มมีความสำคัญต่อสังคมในสมัยนั้นมากขึ้น นับเป็นช่วงเวลาที่ชาวพุทธเมืองสตูลตื่นตัว มีความสามัคคี เห็นความสำคัญที่จะร่วมแรง ร่วมใจ พัฒนาวัดมำบังให้เจริญก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ</p>

<p dir="ltr">&nbsp; &nbsp; &nbsp;ครั้นถึง พ.ศ. ๒๔๗๕ ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตย เมืองสตูลได้เปลี่ยนฐานะเป็นจังหวัดโดยสมบูรณ์ ไม่ต้องขึ้นต่อมณฑลนครศรีธรรมราช อันเป็นผลมาจากพระราชบัญญัติ ว่าด้วยระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๖ ที่ไม่มีราชการบริหารส่วนภูมิภาคเป็นมณฑล แต่ในส่วนคณะสงฆ์ ระยะแรกของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ยังคงปกครองส่วนภูมิภาคในรูปคณะมณฑล วัดในเมืองสตูลยังคงขึ้นต่อคณะมณฑลนครศรีธรรมราช &ndash; ภูเก็ตอยู่ตามเดิม</p>

<p dir="ltr">&nbsp; &nbsp; &nbsp;ในปีเปลี่ยนแปลงการปกครอง อำมาตย์เอก พระยาสมันตรัฐบุรินทร์ (ตุ๋ย บินอับดุลลาห์) ได้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ท่านเป็นกำลังสนับสนุนในการปูพื้นฐานการศาสนาให้รองรับการเปลี่ยนแปลงร่วมกับข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ทำให้คณะสงฆ์เมืองสตูลมีความเป็นปึกแผ่นมั่นคงยิ่งขึ้น</p>

<p dir="ltr">&nbsp; &nbsp; &nbsp;พ.ศ. ๒๔๘๒ ทางราชการเปลี่ยนชื่ออำเภอมำบังเป็นอำเภอเมืองสตูล เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทยที่ประสงค์ให้อำเภอที่ตั้งศาลากลางจังหวัดเป็นอำเภอเมืองเหมือนกันทั่วประเทศ ส่วนตำบลมำบังซึ่งเป็นที่ตั้งของอำเภอเมืองสตูลเปลี่ยนเป็นตำบลพิมาน และจากการเปลี่ยนชื่อจากตำบลมำบังเป็นตำบลพิมาน ทำให้พระธรรมวโรดม (เซ่ง อุตฺตโม) วัดราชาธิวาส กรุงเทพฯ เจ้าคณะมณฑลนครศรีธรรมราชและมณฑลภูเก็ต พิจารณาเปลี่ยนนามจากวัดมำบังเป็นวัดชนาธิปเฉลิม เพื่อให้เป็นไปตามรัฐนิยมในสมัยนั้น</p>

<p dir="ltr">&nbsp; &nbsp; &nbsp;ในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ นอกจากเป็นปีที่วัดมำบังเปลี่ยนชื่อเป็นวัดชนาธิปเฉลิมแล้ว&nbsp;ยังเป็นปีที่การก่อสร้างพระอุโบสถแล้วเสร็จ&nbsp;จากที่ดำเนินการก่อสร้างมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๓ งานก่อสร้างในยุคนั้นเป็นไปตามสภาพความพร้อม&nbsp;วัดขาดกำลังทรัพย์&nbsp;และชาวพุทธที่จะช่วยทำนุบำรุงวัดในขณะนั้นมีจำนวนน้อยมาก&nbsp;โดยเฉพาะการปลูกสร้างอาคารขนาดใหญ่ในสมัยนั้นเป็นงานที่ทำได้ยาก&nbsp;วัสดุก่อสร้างขาดแคลน&nbsp;มีราคาแพง&nbsp;การขนส่งวัสดุบากลำบาก&nbsp;เช่น พื้นและฝาพระอุโบสถ&nbsp;เป็นไม้สักที่นำมาจากภาคเหนือโดยทางรถไฟถึงสถานีบ้านควนเนียง&nbsp;จากนั้นก็ลำเลียงมาตามถนนสายสตูล &ndash;&nbsp;ควนเนียงที่ยังมีสภาพเป็นถนนดิน การก่อสร้างจึงล้าช้า&nbsp;แต่ด้วยแรงศรัทธาจากประชาชนตลอดจนเหล่าข้าราชการที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในเมืองสตูล พร้อมใจกันให้การสนับสนุนทั้งกำลังกายและกำลังทรัพย์อย่างเต็มความสามารถ&nbsp;ทำให้การก่อสร้างพระอุโบสถแล้วเสร็จ&nbsp;แม้จะใช้เวลาก่อสร้างร่วมสิบปี</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;พ.ศ. ๒๔๘๔ มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ ซึ่งอนุโลมตามการปกครองของรัฐ คณะสงฆ์จะมีตำแหน่งการปกครองเป็นสมเด็จพระสังฆราช คณะสังฆมนตรีสังฆสภา และแบ่งส่วนงานออกเป็น ๔ องค์การ คือ องค์การปกครอง องค์การศึกษา องค์การเผยแผ่และองค์การสาธารณูปการ ส่วนการบริหารภูมิภาคก็ได้แบ่งเป็นองค์การเช่นเดียวกัน พระครูอรรถการขันตยาภรณ์ (เปรื่อง ฐิตาโภ) เจ้าอาวาสวัดชนาธิปเฉลิมรูปที่ ๕ ขณะนั้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะเมืองสตูล จึงได้เป็นผู้จัดการบริหารคณะสงฆ์ของเมืองสตูลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ. ศ. ๒๔๘๔ ฉบับนี้ โดยแต่งตั้งพระสังฆาธิการดำรงตำแหน่ง ดังนี้</p>

<p>๑. พระครูอรรถการขันตยาภรณ์ (เปรื่อง ฐิตาโภ) เป็นองค์การปกครองจังหวัด&nbsp;<br />
๒. พระครูศิริขันตยาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดดุลยาราม เป็นศึกษาจังหวัด&nbsp;<br />
๓. พระปลัดศิลป์ ภูริปญโญ (ต่อมาคือ พระครูภูริโศภน เจ้าอาวาสวัดชนาธิปเฉลิมรูปที่ ๖) เป็นเผยแผ่จังหวัด<br />
๔. พระมหาอัมพร ปณฺฑิโต (ต่อมาคือพระครูบัณฑิตานุวัตร เจ้าอาวาสวัดสตูลสันตยาราม) เป็นสาธารณูปการจังหวัด</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;พ.ศ. ๒๔๘๙ คณะสงฆ์อำเภอเมืองสตูลได้รับการยกขึ้นเป็นคณะสงฆ์จังหวัด พระครูอรรถการขันตยาภรณ์ (เปรื่อง ฐิตาโภ) ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะจังหวัดสตูล นับเป็นเจ้าคณะจังหวัดรูปแรกของเมืองสตูล เมื่อคณะสงฆ์เมืองสตูลได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นจังหวัดแล้ว เจ้าคณะจังหวัดจึงดำเนินการขอเปิดสนามสอบนักธรรมขึ้นในจังหวัด&nbsp;และได้รับอนุญาตให้วัดชนาธิปเฉลิมเป็นสนามสอบนักธรรมของพระภิกษุ สามเณร เมื่อพ.ศ. ๒๔๙๐ โดยพระภิกษุสามเณรไม่ต้องเดินทางไปสอบถึงจังหวัดสงขลาให้ยากลำบากอีกต่อไป</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;นับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นต้นมา ภายใต้ความผันแปรทางสังคม การเมือง แต่วัดชนาธิปเฉลิมก็มีการพัฒนาเจริญก้าวหน้าเป็นลำดับ มีการก่อสร้างเสนาสนะ ถาวรวัตถุต่าง ๆ รวมทั้งเป็นแหล่งอุปถัมภ์ เป็นที่พึ่งพิงของเหล่าข้าราชการ และประชาชนชาวพุทธที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานทำงานในจังหวัดสตูล&nbsp;วัดชนาธิปเฉลิมจึงเป็นวัดเก่าแก่ที่เป็นศูนย์กลางบริหารการศาสนาของจังหวัดสตูลมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน ด้วยคุณสมบัติดังนี้ จึงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ&nbsp;ให้ยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวง&nbsp;เมื่อวันที่&nbsp;๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๔</p>
]]></description>
<enclosure url='https://stn.onab.go.th/th/file/get/file/20260430c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b095340.jpg' type='image/jpg' length='55114' />
</item>
</channel>
</rss>
